Get Adobe Flash player

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม ป.ธ.๙)

(๑๙ ปี, พ.ศ.๒๓๗๕ - พ.ศ.๒๓๙๓)

 

          ชาติภูมิเป็นชาวบ้านบางจาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๔๕ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๖ อุปสมบทที่จังหวัดเพชรบุรี แล้วมาศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ พระนคร ถึงรัชกาลที่ ๒ สอบได้เปรียญ ๙ ประโยค ได้รับพระราชทานตั้งเป็นพระราชาคณะที่ “พระรัตนมุนี” อยู่วัดพระเชตุพนฯ ถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๓๖๙ ได้รับการทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระเทพโมลี” ต่อมา ถึงปีมะโรง พ.ศ.๒๓๗๕ ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ “พระพุทธโฆษาจารย์” แล้วโปรดให้อาราธนามาครองวัดโมลีโลกยาราม มีสำเนาประกาศที่ทรงตั้ง ดังนี้

          “ศิริยศยุภมัศดุ อดีตกาลพระพุทธศักราช ชไมยสหัสสสังวัจฉร ไตรสตาธฤก ปัญจสัตตติสังวัจฉร ปัตยุบันกาล นาคสังวัจฉร ผคุณมาศ สุกขปักษ์ เอกาทศมีดฤดี ศุกรวาร ปริเฉทกาลอุกกฤษฏ์ สมเด็จบรมธรรมมฤกพระมหาราชาธิราชเจ้า ผู้ทรงทศพิธราชธรรม์ อนันตคุณวิบุลยปรีชาอันมหาประเสริฐ ทรงพระราชศรัทธา มีพระราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสพระราชูทิศถาปนาให้เลื่อนพระเทพโมลีขึ้นเป็น “พระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลย์ สุนทรนายก ติปิฎกธรา มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดโมลีโลกสุธารามาวาศ วรวิหาร พระอารามหลวง ให้จฤกกาลอวยผลพระชนมายุศมศิริสวัสดิพิพัฒนมงคล วิมลทฤฆายุศม ในพระพุทธศาสนา เทอญ”

          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” เมื่อปีกุน พ.ศ.๒๓๙๔ พร้อมกับทรงตั้งสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ตำแหน่งเจ้าคณะกลาง เพราะคณะเหนือมีสมเด็จพระอริยวงศ์ เป็นเจ้าคณะอยู่แล้ว และโปรดให้อาราธนามาครองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (พ.ศ.๒๓๙๔-พ.ศ.๒๔๐๐) มีสำเนาที่ทรงตั้ง ดังนี้

          “ให้เลื่อนพระพุทธโฆษาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลย์ สุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลย์คัมภีรญาณ สุนทรมัชฌิมคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิตในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตรเดือนละ ๕ ตำลึง มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัด นิตยภัตรเดือนละ ๒ ตำลึง ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสังฆกรรมประสิทธิ์ ๑ พระครูวิจิตรสาลวัน ๑ พระครูสังฆสิทธิกร ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑”

 

ตำนานสุขาภิยาจนคาถา

อัจฉริยภาพด้านภาษาบาลีของเจ้าประคุณสมเด็จ

          สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม ป.๙) เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระพุทธโฆษาจารย์” ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีเหตุเป็นอริกับพระวชิรญาณภิกขุ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เมื่อยังทรงผนวชถึง ๒ คราว คือ

          คราวหนึ่ง เมื่อพระวชิรญาณภิกขุเข้าแปลหนังสือต่อหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วันแรกทรงแปลอรรถกถาธรรมบท รุ่งขึ้นทรงแปลมังคลัตถทีปนี พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงด้วย ในการแปลพระปริยัติธรรมครั้งนั้น พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) ได้สอบถามข้อความที่แปล เนื่องจากเห็นว่าทรงแปลไม่ถูกต้องไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะให้พระวชิรญาณภิกสอบตกเสียให้ได้ กระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับนั่งฟังการแปลอยู่ด้วย รู้สึกขัดพระราชหฤทัย จนต้องโปรดให้หยุดการแปลหรือหยุดการสอบ เรื่องนี้จึงเป็นที่เล่าลือกันตลอดมา

          อีกเรื่องหนึ่งเล่ากันว่า ปลายรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะแล้ว มีการสอบไล่พระปริยัติธรรมที่พระอุโบสถวัดมหาธาตุ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) เป็นคณะกรรมการผู้สอบครั้งนั้น นักเรียนผู้เข้าสอบแปลคือ พระมหาผ่อง[1] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) เกิดมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการแปลหนังสือจนถึงกับเป็นเหตุบาดหมางกันขึ้นอีกครั้ง

          ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) มีความหวาดหวั่นต่อพระราชอาญาเป็นกำลัง เกรงว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพยาบาท เตรียมจะหลบเลี่ยงออกไปอยู่เมืองเพชรบุรีบ้านเกิด แต่เมื่อถึงคราวเลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) นี้ หนังสือดี ซึ่งหมายความว่า มีความรู้ทางภาษาบาลีดี ให้เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ ซึ่งเป็นปีที่ทรงครองราชสมบัติ ซึ่งในคราวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนุชิตชิโนรส โดยมหาสมุณมาภิเษกขึ้นเป็น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชด้วย แล้วโปรดให้มาครองวัดมหาธาตุ

        สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) มีความยินดีรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ไม่ทรงพยาบาท จึงได้แต่งคาถาถวายพระพรเป็นภาษาบาลีบทหนึ่งสนองพระเดชพระคุณ ชื่อว่า “สุขาภิยาจนคาถา” ว่า

       ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ มงฺคลตฺถาย ภาสิตํ
ตสฺส ตสฺสานุภาเวน โหตุ ราชกุเล สุขํ
เย เย อารกฺขกา เทวา ตตฺถ ตตฺถาธิวาสิโน
อิมินา ธมฺมทาเนน สพฺเพ อมฺเหหิ ปูชิตา
สทา ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ สุขิตา โหนฺตุ นิพฺภยา
อปฺปมตฺตา จ อมฺเหสุ สพฺเพ รกฺขนฺตุ โน สทา
ยญฺจ โน ภาสมาเนหิ กุสลํ ปสุตํ พหุํ
ตนฺโน เทวานุโมทนฺตุ จิรํ ติฏฺนฺตุ สาตตํ
เย วา ชลาพุชณฺฑชา สํเสทโชปปาติกา
อเวรา โหนฺตุ สพฺเพ เต อนีฆา นิรุปทฺทวา
ปสฺสนฺตุ อนวชฺชานิ มา จ สาวชฺชมาคมา
จิรํ ติฏฺตุ โลกสฺมึ สมฺมาสมฺพุทฺธสาสนํ
ทสฺเสนฺตํ โสตวนฺตูนํ มคฺคํ สตฺตวิสุทฺธิยา
ยาว พุทฺโธติ นามมฺปิ โลกเชฏฺสฺส สตฺถุโน
สมฺมาเทสิตธมฺมสฺส ปวตฺตติ มเหสิโน
ปสนฺนา โหนฺตุ สพฺเพปิ ปาณิโน พุทฺธสาสเน
สมฺมา ธารํ ปเวจฺฉนฺโต กาเล เทโว ปวสฺสตุ
วุฑฺฒิภาวาย สตฺตานํ สมิทฺธํ เนตุ เมทนึ
มาตา ปิตา จ อตฺรชํ นิจฺจํ รกฺขนฺติ ปุตฺตกํ
เอวํ ธมฺเมน ราชาโน ปชํ รกฺขนฺตุ สพฺพทา.

____________

 

 

สุขาภิยาจนคาถา แปล

-------------------------

ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ มงฺคลตฺถาย ภาสิตํ
        พระปริตรใด ๆ อันเราสวดแล้ว เพื่อประโยชน์ แก่มงคล แห่งเทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ตสฺส ตสฺสานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนั้น ๆ
โหตุ ราชกุเล สุขํ ขอความสุขจงมีในราชสกุล
เย เย อารกฺขกา เทวา เทพเจ้าทั้งหลายใด ๆ ผู้รักษาโดยเอื้อเฟื้อ
ตตฺถ ตตฺถาธิวาสิโน ผู้สิงสถิตอยู่ในสถานนั้น ๆ
อิมินา ธมฺมทาเนน สพฺเพ อมฺเหหิ ปูชิตา
        ทั้งหมด อันเราบูชาแล้ว ด้วยธรรมทานนี้
สทา ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ  
        เทพเจ้าทั้งหลายนั้น ๆ จงเห็นสิ่งอันเจริญทั้งหลายทุกเมื่อ
สุขิตา โหนฺตุ นิพฺภยา จงเป็นผู้ถึงซึ่งความสุข ปราศจากภัยทุกเมื่อ
อปฺปมตฺตา จ อมฺเหสุ สพฺเพ รกฺขนฺตุ โน สทา
        อนึ่ง เหล่าเทพเจ้าทั้งสิ้น จงอย่าประมาทแล้วในเรา รักษาเราทุกเมื่อ
ยญฺจ โน ภาสมาเนหิ กุสลํ ปสุตํ พหุํ
        อนึ่ง กุศลอันใดมาก อันเราภาษิตอยู่ ขวนขวายแล้ว
ตนฺโน เทวานุโมทนฺตุ  
        เทพเจ้าทั้งหลาย จงอนุโมทนากุศลอันนั้น ของเรา
จิรํ ติฏฺนฺตุ สาตตํ จงดำรงอยู่ติดต่อกันสิ้นกาลนาน
เย วา ชลาพุชณฺฑชา  
        อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายใด ที่เป็นชลาพุชะกำเนิดในครรภ์มารดา และที่เป็นอัณฑชะกำเนิดในฟอง
สํเสทโชปปาติกา  
        และที่เป็นสังเสทชะ กำเนิดในเหงื่อไคล และที่เป็นอุปปาติกะกำเนิดลอยขึ้น
อเวรา โหนฺตุ สพฺเพ เต ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น จงเป็นผู้ไม่มีเวร
อนีฆา นิรุปทฺทวา ไม่มีทุกข์ ไม่มีอุปัทวะ
ปสฺสนฺตุ อนวชฺชานิ เห็นกรรมทั้งหลาย อันหาโทษมิได้
มา จ สาวชฺชมาคมา  
        อนึ่ง กรรมอันมีโทษ อย่ามาพ้องพานสัตว์เหล่านั้น
จิรํ ติฏฺฐตุ โลกสฺมึ
ทสฺเสนฺตํ โสตวนฺตูนํ
สมฺมาสมฺพุทฺธสาสนํ
มคฺคํ สตฺตวิสุทฺธิยา
        ขอคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเราแสดงมรรคาแก่สัตว์ผู้มีโสตวิญญาณธาตุ เพื่อความหมดจดแก่สัตว์ จงดำรงอยู่ในโลกสิ้นกาลนาน
ยาว พุทฺโธติ นามมฺปิ
สมฺมาเทสิตธมฺมสฺส
โลกเชฏฺฐสฺส สตฺถุโน
ปวตฺตติ มเหสิโน
       แม้พระนามว่า พุทโธ ดังนี้ ของพระศาสดา ผู้ประเสริฐในโลก ผู้มีธรรมอันแสดงแล้วโดยชอบ ผู้แสวงหาซึ่งคุณอันใหญ่ ยังเป็นไปอยู่ เพียงใด
ปสนฺนา โหนฺตุ สพฺเพปิ ปาณิโน พุทฺธสาสเน
       แม้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้เลื่อมใสแล้ว ในพระพุทธศาสนา
สมฺมา ธารํ ปเวจฺฉนฺโต กาเล เทโว ปวสฺสตุ
        ขอฝนจงเพิ่มให้อุทกธาร ตกต้องในฤดูกาล โดยชอบ
วุฑฺฒิภาวาย สตฺตานํ สมิทฺธํ เนตุ เมทนึ
        จงนำไปซึ่งเมทนีดลให้สำเร็จประโยชน์ เพื่ออันบังเกิดความเจริญแก่สัตว์ทั้งหลาย
มาตา ปิตา จ อตฺรชํ นิจฺจํ รกฺขนฺติ ปุตฺตกํ
        มารดาและบิดา ย่อมถนอมบุตรน้อย อันบังเกิดในตน เป็นนิตย์ ฉันใด
เอวํ ธมฺเมน ราชาโน ปชํ รกฺขนฺตุ สพฺพทา.
        พระราชาทั้งหลาย จงทรงรักษาประชาราษฎร์โดยชอบ ในกาลทั้งปวง ฉันนั้น.

                       

---------------------

          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าคาถานั้นไพเราะ แต่งดีมีอรรถรสทางภาษาและความหมาย จึงโปรดให้พระสงฆ์สวดในพระบรมมหาราชวังเป็นประจำ ซึ่งยังถือเป็นประเพณีสวดสืบมาจนทุกวันนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) ถึงมรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐ ในรัชกาลที่ ๔ สิริรวมอายุได้ ๗๔ ปี

 

[1] อยู่วัดประยุรวงศ์ในรัชกาลที่ ๕ ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระธรรมภาณพิลาศ (ผ่อง ป.ธ.๘) พ.ศ.๒๔๒๑-๒๔๓๑ รวม ๑๐ ปี แต่เดิมนั้นเป็นชาวเมืองเพชรบุรี เกิดในรัชกาลที่ ๒ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๗๒ พ.ศ.๒๓๕๓ ในรัชกาลที่ ๒ เมื่ออายุ ๑๐ ปี ไปเรียนอักขรสมัยอยู่ในสำนักพระอาจารย์ ที่วัดคงคาราม เพชรบุรี แล้วบวชเป็นสามเณรเข้ามาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ แล้วย้ายไปอยู่วัดกัลยาณมิตร ต่อมา ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดจันทาราม  ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระโพธิวงศาจารย์” แล้วย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ ต่อมามีความผิดเนื่องจากไปงานพระราชพิธีฉัตรมงคลไม่ทันจึงถูกลดชั้นสมณศักดิ์เป็น พระราชธรรมภาณพิลาศ ย้ายมาครองวัดประยุรวงศาวาส

 

 

 

ตำรากวีนิพนธ์

ตำรากวีนิพนธ์

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๑

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๑

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

สถิติผู้เยี่ยมชม

002233478
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
310
2344
7721
19829
68071
51230
2233478

Forecast Today
2856

13.89%
22.59%
3.93%
3.16%
0.02%
56.41%
Online (15 minutes ago):39

Your IP:54.225.54.120

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 40 ท่าน ออนไลน์

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร

ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

โทร. ๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗ แฟกซ์.๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗

------------------------------------------------------

Copyright © 2012, Wat Molilokayaram. All Rights Reserved.