Get Adobe Flash player

 

ประมวลระเบียบวิธีพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ [1]

 

ภาคที่ ๑

ข้อความเบื้องต้น

---------

ลักษณะ ๑

หลักทั่วไป

 

        มาตรา ๑ ในประมวลระเบียบวิธีพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์นี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้แล้ว ให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น

        มาตรา ๒ ในประมวลระเบียบวิธีพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์นี้

        (๑) คณะวินัยธร หมายถึงคณะวินัยธรซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามสังฆาณัติ ว่าด้วยระเบียบการแต่งตั้งคณะวินัยธร

        (๒) พระธรรมธร หมายถึงพระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งขึ้นตามกติกาสงฆ์ให้เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อคณะวินัยธร

        (๓) ผู้ต้องหา หมายถึงพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อคณะวินัยธร

        (๔) จำเลย หมายถึงพระภิกษุผู้ถูกฟ้องยังคณะวินัยธรแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำผิด

        (๕) ผู้เสียหาย หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำผิดสถานใดสถานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีสิทธิจัดการแทนได้

        (๖) โจทก์ หมายถึงบุคคลผู้เสียหาย หรือพระธรรมธรผู้กระทำการแทนในนามของสงฆ์ผู้เสียหาย ซึ่งฟ้องอธิกรณ์ต่อคณะวินัยธร

        (๗) คู่อธิกรณ์ หมายถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง

        (๘) เจ้าอาวาส หมายถึงพระภิกษุผู้มีหน้าที่และอำนาจในทางปกครองวัด ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔

        (๙) เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หมายถึงพระภิกษุผู้ได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง ดังนี้

             (ก) เจ้าคณะอำเภอ

             (ข) เจ้าคณะจังหวัด

        (๑๐) คำร้องทุกข์ หมายถึงคำร้องที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อผู้มีหน้าที่รับคำร้องทุกข์ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ว่า ผู้มีชื่อนี้ได้กระทำผิดขึ้นซึ่งให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวเช่นนั้น ได้กล่าวโดยมีเจตนาจะปลดเปลื้องความเสียหายหรือจะเชิดชูพระธรรมวินัย หรือจะกำจัดมลทินของคณะสงฆ์หรือของพระพุทธศาสนา

        (๑๑) คำกล่าวโทษ หมายถึงคำที่บุคคลซึ่งมิใช่ผู้เสียหายได้กล่าวต่อผู้มีหน้าที่รับคำกล่าวโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ว่า ผู้มีชื่อนี้ได้กระทำผิดขึ้น

        (๑๒) การสืบสวน หมายถึงการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือหลักฐานซึ่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหารได้ปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อความบริสุทธิ์ แห่งคณะสงฆ์ หรือแห่งพระพุทธศาสนา เเละเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด

        (๑๓) การสอบสวน หมายถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลาย อื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ ซึ่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร ได้กระทำไปเกี่ยวกับความผิดตามที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อกำจัดมลทินของคณะสงฆ์หรือของพระพุทธศาสนา

        (๑๔) การไต่สวนมูลอธิกรณ์ หมายถึงกระบวนการไต่สวนของคณะวินัยธร เพื่อวินิจฉัยถึงมูลอธิกรณ์ที่จำเลยต้องหา

        (๑๕) สิ่งของ หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในอธิกรณ์ได้ ให้รวมทั้งจดหมาย โทรเลข และเอกสารอย่างอื่นๆ

        (๑๖) บันทึก หมายถึงหนังสือใด ๆ ที่เจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร จดไว้เป็นหลักฐานในการสอบสวนความผิด รวมทั้งคำร้องทุกข์ และคำกล่าวโทษด้วย

        (๑๗) ถ้อยคำสำนวน หมายถึงหนังสือใดๆ ที่คณะวินัยธรจดเป็นหลักฐานแห่งรายละเอียดทั้งหลายในการดำเนินอธิกรณ์ ในคณะวินัยธรชั้นนั้นๆ

        มาตรา ๓ ห้ามมิให้ภิกษุเป็นโจทก์ฟ้องอนุปสัมบันต่อคณะวินัยธร และห้ามมิให้ฟ้องอนุปสัมบันหรืออนุปสัมบันในศาลหลวงฝ่ายอาณาจักร เว้นแต่ขออารักขาตามพระวินัย

        มาตรา ๔ ห้ามมิให้โจทก์และจำเลยแต่งผู้ว่าอธิกรณ์แทนตน ดุจทนายผู้ว่าต่างหรือแก้ต่างในศาลหลวงฝ่ายอาณาจักร

        มาตรา ๕ นับแต่เวลาที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว จำเลยมีสิทธิดังต่อไปนี้

  1. ตรวจดูสำนวนอธิกรณ์ทั้งหมด และคัดสำเนาหรือขอสำเนาที่รับรองว่าถูกต้อง
  2. ตรวจดูสิ่งของที่เป็นพยานหลักฐาน คัดสำเนาหรือหารูปถ่ายสิ่งของนั้นๆ
  3. แถลงแก้ข้อหาของโจทก์

        มาตรา ๖ ในการสอบสวน ไต่สวนมูลอธิกรณ์ หรือพิจารณาอธิกรณ์ เจ้าอาวาส  เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือคณะวินัยธร มีอำนาจเรียกบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับอธิกรณ์นั้นได้

        ถ้าผู้ถูกเรียกนั้นขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม ให้ขออำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักร แต่ถ้าผู้นั้นเป็นพระภิกษุหรือสามเณร ให้เจ้าอาวาสส่งตัวทันที

        มาตรา ๗ การสอบสวน การไต่สวนมูลอธิกรณ์ การพิจารณา หรือคำวินิจฉัยให้ใช้ภาษาไทย

        คำพยานหรือเอกสารอื่นที่เป็นภาษาอื่น ต้องให้ล่ามเเปลเป็นภาษาไทยให้ถูกต้องและล่ามผู้แปลต้องปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริต จะไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปลนั้น ให้ล่ามลงลายมือชื่อในคำที่แปลนั้นด้วย

        มาตรา ๘ ในระหว่างทำการสอบสวน ไต่สวนมูลอธิกรณ์ หรือพิจารณา ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย เป็นผู้วิกลจริต ไม่สามารถให้ถ้อยคำได้    เจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือคณะวินัยธรผู้ทำหน้าที่เช่นนั้น จะงดหรือสั่งพักการนั้นไว้ชั่วคราวก็ได้

        มาตรา ๙ ในกรณีที่ต้องบันทึก ให้ระบุสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำ ชื่อและตำแหน่งของผู้ทำบันทึก

        ถ้าผู้ทำบันทึกทำโดยคำสั่งของคณะวินัยธร หรือคำสั่งของเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร ให้ผู้ทำบันทึกนั้นระบุไว้ด้วยว่า ได้รับคำสั่งหรือคำขอเช่นนั้น และแสดงด้วยว่าได้ทำไปแล้วอย่างใด

        ให้ผู้ทำบันทึกลงลายมือชื่อของตนในบันทึกนั้น

        มาตรา ๑๐ ถ้อยคำสำนวน ต้องระบุชื่อคณะวินัยธรชั้นนั้นๆ สถานที่ วัน เดือน ปี ที่จด ถ้าคณะวินัยธรจดตามคำสั่งหรือประเด็นของคณะวินัยธรอื่น ให้กล่าวเช่นนั้น และแสดงด้วยว่าได้ทำไปแล้วอย่างใด

        พระวินัยธร ผู้จดถ้อยคำสำนวน ต้องลงลายมือชื่อของตน  ในถ้อยคำสำนวนนั้น

        มาตรา ๑๑ บันทึกหรือถ้อยคำสำนวนนั้น ให้ผู้ทำบันทึกหรือคณะวินัยธรผู้จดอ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังโดยชัดเจน ถ้ามีข้อความต้องแก้ไข ทักท้วงหรือเพิ่มเติม ให้แก้ให้ถูกต้องหรือมิฉะนั้นก็ให้บันทึกไว้ และให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อรับรองว่าถูกต้องแล้ว

        ถ้าบุคคลที่ต้องลงลายมือชื่อในบันทึกหรือถ้อยคำสำนวน ไม่สามารถหรือไม่ยอมลงให้บันทึกหรือจดรายงานเหตุนั้นไว้

        มาตรา ๑๒ เอกสารซึ่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือคณะวินัยธร เป็นผู้ทำบันทึกคำร้องทุกข์ คำกล่าวโทษ คำให้การจำเลย หรือคำร้อง ซึ่งยื่นต่อเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือคณะวินัยธร ต้องเขียนด้วยน้ำหมึก หรือพิมพ์ดีด หรือตีพิมพ์ ถ้ามีที่ผิดที่ใดที่หนึ่ง ห้ามมิให้ลบออก ให้เพียงแต่ขีดฆ่าคำผิดนั้นแล้วเขียนใหม่ ผู้แก้ไขต้องลงชื่อย่อกำกับไว้ข้างกระดาษ

        ถ้าตกเติมในเอกสารดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ตกเติมต้องลงชื่อย่อกำกับไว้

        เฉพาะในหน้าหนึ่งๆให้บอกจำนวนแห่งที่แก้ไขตกเติมด้วย

        มาตรา ๑๓ อำนาจเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร พระธรรมธร พระวินัยธร และคณะวินัยธร ในการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ ต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ ข้อบังคับและระเบียบอันว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร พระธรรมธร พระวินัยธร และคณะวินัยธรนั้นๆ

        มาตรา ๑๔ ระเบียบวิธีพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์อันใด ที่มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลนี้ ให้นำบทบัญญัติแห่งสังฆาณัติหรือระเบียบแบบแผนอื่นซึ่งไม่ขัดกัน มาบังคับใช้โดยอนุโลม

 

ลักษณะ ๒

คำร้องทุกข์และคำกล่าวโทษ

        มาตรา ๑๕ ในกรณีซึ่งผู้เสียหายเป็นอนุปสัมบัน ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อเจ้าอาวาส ที่ผู้กระทำผิดนั้นสำนักอยู่ ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าอาวาสผู้ได้รับคำร้องทุกข์นั้น ดำเนินการระงับในที่พร้อมหน้าผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์ ตามพระธรรมวินัย และระเบียบฝ่ายบริหาร และให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ มาบังคับใช้โดยอนุโลม เมื่อได้จัดการไปแล้วอย่างไร ต้องทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

        เมื่อตกลงกันไม่ได้ในชั้นนี้  ให้เจ้าอาวาสเสนอคำร้องทุกข์พร้อมทั้งบันทึกการระงับของตนต่อเจ้าคณะตำบล เมื่อเจ้าคณะอำเภอได้รับคำร้องทุกข์นั้นแล้ว  ก็ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับเจ้าอาวาส เมื่อไม่ตกลงกันอีก เจ้าคณะตำบลพึ่งแจ้งให้ผู้เสียหายนั้น ดำเนินการฟ้องต่อคณะวินัยธรชั้นต้นต่อไป

        ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นอนุปสัมบัน หากปรารถนาจะร้องทุกข์ก็ย่อมทำได้ แต่ให้ปฏิบัติอย่างเดียวกับผู้เสียหายที่เป็นอนุปสัมบัน

        มาตรา ๑๖ ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบลหรือกรรมการสงฆ์อำเภอ  ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อเจ้าคณะอำเภอ

        ถ้าผู้ต้องหาเป็นเจ้าคณะอำเภอ พระธรรมธร หรือกรรมการสงฆ์จังหวัด ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อเจ้าคณะจังหวัด

        ถ้าผู้ต้องหาเป็นเจ้าคณะจังหวัด ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง

        ถ้าผู้ต้องหาเป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อสังฆนายก

        ถ้าผู้ต้องหาเป็นพระวินัยธร ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อหัวหน้าคณะวินัยธร

        ถ้าผู้ต้องหาเป็นหัวหน้าคณะวินัยธร ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อประธานคณะวินัยธร

        ให้ผู้ได้รับคำร้องทุกข์ ดำเนินการระงับดังกล่าวแล้ว ให้วรรคต้นแห่งมาตรา ๑๕ แห่งประมวลนี้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ในชั้นนี้ผู้ได้รับคำร้องทุกข์ พึงแจ้งให้ผู้เสียหายนั้นดำเนินการฟ้องอธิกรณ์ต่อคณะวินัยธรชั้นต้นต่อไป

        มาตรา ๑๗ ในการระงับนั้น เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมตามคำระงับแล้ว ต้องทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และในบันทึกนั้นต้องมีสถานที่ทำการระงับ วัน เดือน ปี ชื่อ ฉายา หรือ  ชื่อสกุล  อายุ  พรรษา  สำนักที่อยู่และลายมือชื่อของผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์  ลายมือชื่อและตำแหน่งของผู้ระงับและผู้จดบันทึก บันทึกนั้นต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน

        มาตรา ๑๘ คำร้องทุกข์นั้น ต้องปรากฏ

  1. ชื่อ ฉายา รูปพรรณ และสำนักที่อยู่ของผู้กระทำผิด
  2. ลักษณะความผิด
  3. พฤติการณ์ต่างๆที่ผู้กระทำผิดนั้นกระทำลง
  4. ความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ
  5. ชื่อ ฉายา หรือชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์

คำร้องทุกข์นั้น จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าทำเป็นหนังสือ ต้องมี

  1. สถานที่ทำ
  2. วัน เดือน ปี ที่ทำ
  3. ลายมือชื่อผู้ร้องทุกข์

        ถ้าร้องด้วยปาก ให้ผู้ได้รับคำร้องทุกข์ทำบันทึกไว้ ลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ทำบันทึกและผู้ร้องทุกข์

        มาตรา ๑๙ ผู้ร้องทุกข์จะขอแก้หรือขอถอนคำร้องทุกข์ในระยะใดก็ได้

        มาตรา ๒๐ ในเรื่องคำกล่าวโทษ ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๕,๑๖,๑๗,๑๘,๑๙,

๓๗,๓๘ และ ๕๘ แห่งประมวลนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

        ผู้มีหน้าที่รับคำกล่าวโทษ จะไม่บันทึกคำกล่าวโทษในกรณี ดังต่อไปนี้ก็ได้

  1. เมื่อผู้กล่าวโทษไม่ยอมแสดงตน
  2. เมื่อคำกล่าวโทษเป็นบัตรสนเท่ห์
  3. คำกล่าวโทษที่บันทึกแล้ว แต่ผู้กล่าวโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อ

 

ลักษณะ ๓

อำนาจสืบสวนและสอบสวน

        มาตรา ๒๑ เจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร มีอำนาจสืบสวนได้ทุกกรณี และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา ๒๒,๒๓,และ ๒๔ แห่งประมวลนี้ ความผิดใดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของเจ้าอาวาส เจ้าคณะอำเภอใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส เจ้าคณะอำเภอนั้น เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้น เพื่อดำเนินอธิกรณ์ เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็น หรือเพื่อความสะดวกในความผิดที่ผู้ต้องหาอยู่นอกเขต ให้เจ้าอาวาสแห่งวัดที่ผู้ต้องหานั้นสังกัดอยู่ เข้าร่วมการสอบสวนด้วย

        มาตรา ๒๒ ในกรณีดังต่อไปนี้

        (๑) เป็นการไม่แน่นอนว่าความผิดนั้น ได้กระทำในท้องที่ใด ในระหว่างหลายท้องที่

        (๒)  เมื่อความผิดส่วนหนึ่ง  ได้กระทำในท้องที่หนึ่ง  แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง

        (๓) เมื่อความผิดนั้น เป็นความผิดต่อเนื่องและการกระทำต่อเนื่องในท้องที่ต่างๆเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป

        (๔) เมื่อความผิดหลายวัตถุ ได้กระทำในท้องที่ต่างๆกัน

        (๕) เมื่อความผิดนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ต้องหากำลังเดินทาง

        (๖) เมื่อความผิดนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เสียหายกำลังเดินทาง

        เจ้าคณะจังหวัดในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดนั้น มีอำนาจดำเนินการสอบสวนร่วมกับเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะอำเภอนั้นๆ

        ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ให้เจ้าคณะฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน

  1. ในเมื่อมีผู้นำผู้ต้องหาซึ่งได้ตัวในเขตอำนาจมามอบ
  2. ในเมื่อมีผู้มาเเจ้งเรื่องการกระทำผิดของผู้ต้องหาซึ่งปรากฏตัวในเขตอำนาจ

        มาตรา ๒๓ ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามพระวินัย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร  ให้สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน

        ในกรณีเช่นนี้ ถ้าจำเป็น เจ้าคณะจังหวัดที่ได้รับมอบตัวผู้ต้องหา ดำเนินการสอบสวนได้ เมื่อสอบสวนเสร็จเเล้ว ให้ทำบันทึกเสนอเรื่องทั้งหมดส่งไปยังสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง

        ในเรื่องการสอบสวนนั้น ให้นำบทบัญญัติอันว่าด้วยหนังสือเรียกและสอบสวนแห่งประมวลนี้ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

 

ลักษณะ ๔

อำนาจคณะวินัยธร

        มาตรา ๒๔ เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของคณะวินัยธรใด ให้ดำเนินการชำระที่คณะวินัยธรนั้น แต่ถ้า

        (๑) เมื่อจำเลยมีสำนักอยู่ หรือถูกนำตัวส่งในท้องที่หนึ่งหรือเมื่อเจ้าคณะฝ่ายบริหารทำการสอบสวนในท้องที่หนึ่ง นอกเขตอำนาจของคณะวินัยธรดังกล่าวแล้ว จะดำเนินการชำระที่คณะวินัยธรซึ่งท้องที่นั้นๆอยู่ในเขตอำนาจก็ได้

        (๒) เมื่อความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ให้ดำเนินการชำระที่คณะวินัยธรชั้นต้นจังหวัดพระนคร

        มาตรา ๒๕ เมื่อคณะวินัยธรชั้นต้น ตั้งแต่สองคณะขึ้นไปต่างมีอำนาจชำระอธิกรณ์ ถ้าโจทก์ได้ยื่นฟ้องอธิกรณ์ต่อคณะวินัยธรคณะหนึ่ง ซึ่งตามฟ้อง ความผิดนั้นมิได้เกิดขึ้นในเขต โจทก์หรือจำเลยจะร้องขอให้โอนอธิกรณ์ไปชำระที่คณะวินัยธรอื่น ซึ่งเป็นเจ้าของเขตอำนาจที่เกิดความผิดก็ได้

        ถ้าโจทก์ยื่นฟ้องต่อคณะวินัยธรซึ่งความผิดเกิดขึ้นในเขต แต่ต่อมาปรากฏแก่โจทก์ว่า การพิจารณาอธิกรณ์จะสะดวกยิ่งขึ้น ถ้าให้คณะวินัยธรอีกคณะหนึ่งซึ่งมีอำนาจชำระอธิกรณ์ ได้พิจารณาอธิกรณ์นั้น โจทก์จะยื่นคำร้องต่อคณะวินัยธรซึ่งอธิกรณ์นั้นยังอยู่ในระหว่างพิจารณา ขอโอนอธิกรณ์ไปยังคณะวินัยธรอีกคณะหนึ่งนั้นก็ได้ แม้ว่าจำเลยคัดค้านก็ตาม เมื่อคณะวินัยธรนั้นเห็นสมควร จะโอนอธิกรณ์ไป หรือยกคำร้องเสียก็ได้

        มาตรา ๒๖ เมื่อความผิดหลายวัตถุเกี่ยวพันกันโดยเหตุใดเหตุหนึ่ง เป็นต้นว่า

        (๑) ปรากฏว่าผู้กระทำผิดรูปเดียว ได้กระทำความผิดหลายวัตถุ หรือผู้กระทำผิดหลายรูปเกี่ยวพันกันในความผิดวัตถุหนึ่งหรือหลายวัตถุ จะเป็นตัวการ ผู้สมรู้ หรือผู้สนับสนุนก็ตาม

        (๒) ปรากฏว่าผู้กระทำผิดหลายรูป ได้กระทำความผิดหลายวัตถุด้วยเจตนาอย่างเดียวกัน หรือโดยได้คบคิดกันมาแต่ก่อนแล้ว

        (๓) ปรากฏว่าผู้กระทำผิดได้กระทำความผิด ด้วยเจตนาจะช่วยผู้กระทำความผิดอื่นให้พ้นจากการรับโทษในความผิดอย่างอื่น ซึ่งเขาได้กระทำไว้

        ดังนี้จะฟ้องอธิกรณ์ทุกเรื่อง หรือฟ้องผู้กระทำผิดทั้งหมดต่อคณะวินัยธรซึ่งมีอำนาจชำระในวัตถุแห่งความผิดที่มีโทษสูงกว่าก็ได้

        ถ้าความผิดอันเกี่ยวพันกันมีโทษอย่างสูงเสมอกัน คณะวินัยธรซึ่งมีอำนาจชำระ ก็คือคณะวินัยธรซึ่งรับฟ้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งในความผิดเกี่ยวพันกันนั้นไว้ก่อน

        มาตรา ๒๗ คณะวินัยธรซึ่งรับฟ้องอธิกรณ์ที่เกี่ยวพันกันไว้ จะพิจารณาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้

        แต่ถ้าคณะวินัยธรซึ่งรับฟ้องอธิกรณ์ที่เกี่ยวพันกันไว้ เห็นว่าความผิดวัตถุหนึ่งควรได้ชำระในคณะวินัยธรอื่น ซึ่งตามปกติมีอำนาจชำระ หากว่าอธิกรณ์นั้นไม่เนื่องด้วยความผิดเกี่ยวพัน เมื่อได้ตกลงกับคณะวินัยธรนั้นแล้ว จะส่งให้ฟ้องต่อคณะวินัยธรอื่นนั้นก็ได้

        มาตรา ๒๘ หากว่าตามลักษณะความผิด ฐานะของจำเลย จำนวนของจำเลย ความรู้สึกของประชาชนส่วนมากแห่งท้องถิ่นนั้น หรือเหตุผลอย่างอื่น อาจมีการขัดขวางต่อการไต่สวนมูลอธิกรณ์หรือการพิจารณา หรือน่ากลัวจะเกิดความไม่สงบ หรือเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น เมื่อโจทก์หรือจำเลย หรือเจ้าคณะจังหวัดในเขตอำนาจของคณะวินัยธรร้องขอให้งดการไต่สวนหรือพิจารณาไว้ก่อน ก็ให้งดได้ หรือคณะวินัยธรพิจารณาเห็นสมควรจะงด ก็งดได้ในระยะเวลาอันสมควร แต่ต้องไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันได้รับฟ้อง

        เมื่อพ้นกำหนดนั้นเเล้ว แต่คณะวินัยธรยังเห็นว่า ถ้าจะดำเนินการไต่สวนหรือพิจารณา อาจมีเหตุเช่นนั้นอีก ก็ให้รายงานไปยังประธานคณะวินัยธรขอให้โอนอธิกรณ์ไปยังคณะวินัยธรอื่น เมื่อประธานคณะวินัยธรเห็นชอบด้วย  ก็ให้สั่งโอนอธิกรณ์ ไปยังคณะวินัยธรชั้นต้นได้ตามที่เห็นสมควร

 

ลักษณะ ๕

หนังสือเรียก

        มาตรา ๒๙ การที่จะให้บุคคลใดมายังเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือคณะวินัยธร เนื่องในการสอบสวน การไต่สวนมูลอธิกรณ์ การพิจารณาอธิกรณ์ หรือการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ จักต้องมีหนังสือเรียกของเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร  หรือของคณะวินัยธร แล้วแต่กรณี

        แต่ในกรณีที่เจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร ไปทำการสอบสวนด้วยตนเอง ย่อมมีอำนาจที่จะเรียกผู้ต้องหาหรือพยานมาได้โดยไม่ต้องออกหนังสือ

        มาตรา ๓๐ หนังสือเรียกต้องทำเป็นหลักฐาน มีข้อความดังต่อไปนี้

        (๑) สถานที่ออกหนังสือ

        (๒) วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือ

        (๓) ชื่อ ฉายา หรือชื่อสกุล และที่อยู่ของบุคคลผู้ถูกเรียกให้มา

        (๔) เหตุที่ต้องเรียกผู้นั้นมา

        (๕) สถานที่ วัน เดือน ปี และเวลาที่จะให้ผู้นั้นไปถึง

        (๖) ลายมือชื่อและประทับตราของคณะวินัยธร หรือลายมือชื่อและตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร

        มาตรา ๓๑ ในการกำหนดวันและเวลาที่จะให้ผู้ถูกเรียกมาตามหนังสือเรียกนั้น ให้ระลึกถึงระยะทางใกล้ไกล เพื่อให้ผู้ถูกเรียกมีโอกาสมาถึงตามวันและเวลาที่กำหนดในหนังสือ

        มาตรา ๓๒ การส่งหนังสือเรียก ให้ส่งแก่เจ้าอาวาสหรือผู้แทนเจ้าอาวาสที่ผู้ถูกเรียกนั้นสังกัดอยู่

        มาตรา ๓๓ เมื่อบุคคลผู้รับหนังสือเรียก อยู่ต่างท้องที่ซึ่งออกหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือของคณะวินัยธร ก็ให้ส่งไปยังคณะวินัยธร ถ้าเป็นหนังสือของเจ้าอาวาส เจ้าคณะหรือเจ้าคณะจังหวัด ได้รับหนังสือเช่นนั้นแล้วให้จัดการตามบทบัญญัติในมาตรา ๓๒ แห่งประมวลนี้

        มาตรา ๓๔ ในการสอบสวนก็ดี ในการพิจารณาก็ดี ถ้าเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือคณะวินัยธร มีข้อขัดข้องที่จะกระทำการเรียก การค้นวัตถุหรือบุคคลในที่ใดๆหรือการมอบหมายให้รักษาวัตถุหรือกักตัวบุคคล ก็ให้ขออำนาจเจ้าอาวาส เจ้าคณะในที่นั้นๆหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรเพื่อสะดวกแก่การนั้นๆแล้วแต่กรณี

        เมื่อเสร็จการนั้นๆแล้วให้รีบแจ้งแก่ผู้ที่ตนขออำนาจทราบทันที

        มาตรา ๓๕ จดหมาย ไปรษณีย์ โทรเลข สิ่งพิมพ์ หรือเอกสารอื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข จากหรือถึงตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งอยู่ในความครองครองของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และโทรเลข ถ้าเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือเจ้าคณะวินัยธรต้องการ เพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน ไต่สวนมูลอธิกรณ์ พิจารณา หรือการกระทำอย่างอื่นใดตามประมวลนี้ก็ให้ขออำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักร  เพื่อให้ได้เอกสารนั้นมา

 

[1] ประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๓๑ เดือนกันยายน และเดือนเดือนตุลาคม ๒๔๘๖ หน้า ๒๓๔-๒๙๖

วิทยาพระสังฆาธิการ ๑

ตำรากวีนิพนธ์

ตำรากวีนิพนธ์

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

สถิติผู้เยี่ยมชม

002378839
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
1650
3019
8626
15470
47569
76929
2378839

Forecast Today
2640

14.22%
22.80%
4.46%
2.93%
0.02%
55.56%
Online (15 minutes ago):75

Your IP:54.196.2.131

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 76 ท่าน ออนไลน์

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร

ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

โทร. ๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗ แฟกซ์.๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗

------------------------------------------------------

Copyright © 2012, Wat Molilokayaram. All Rights Reserved.