Get Adobe Flash player

ภาค ๔

วิธีพิจารณาวินิจฉัยในคณะวินัยธรชั้นต้น

---------

ลักษณะ ๑

หลักทั่วไป

        มาตรา ๗๐ คณะวินัยธรผู้พิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ พึงตั้งอยู่ในธรรม ไม่พึงน้อมใจเชื่อก่อนว่า จำเลยเป็นดังคำกล่าวหานั้น

        มาตรา ๗๑ อธิกรณ์ใดที่คู่อธิกรณ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นำไปฟ้องเป็นคดียังศาลหลวงฝ่ายอาณาจักร ก่อนนำมาฟ้องยังคณะวินัยธร ถ้าคดีนั้นยังไม่ถึงทีสุด ห้ามมิให้คณะวินัยธรรับอธิกรณ์นั้นไว้พิจารณา แม้คดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าคณะวินัยธรเห็นไม่สมควร จะไม่รับไว้พิจารณาก็ได้

        ถ้าในระหว่างการไต่สวนมูลอธิกรณ์ พิจารณา คู่อธิกรณ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปฟ้องเป็นคดียังศาลหลวงอีก คณะวินัยธรจะรอการนั้นๆไว้จนกว่าคดีในศาลหลวงจะถึงที่สุด จึงดำเนินอธิกรณ์นั้นต่อไป หรือจะจำหน่ายอธิกรณ์นั้นเสียก็ได้

        มาตรา ๗๒ อธิกรณ์เรื่องเดียวกัน ซึ่งพระธรรมธรและบุคคลผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องในคณะวินัยธรชั้นต้นคณะเดียวกันหรือต่างคณะกัน เมื่อคณะวินัยธรเห็นชอบเอง หรือโจทก์ได้ยื่นคำร้องในระยะใดระยะหนึ่งก่อนมีคำวินิจฉัย คณะวินัยธรนั้นย่อมมีอำนาจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นอธิกรณ์เดียวกันก็ได้ แต่การสั่งนั้นต้องได้รับความยินยอมและเห็นชอบร่วมกันกับคณะวินัยธรอื่นนั้นก่อน

        ในอธิกรณ์ที่ฟ้องระบุความผิดหลายวัตถุรวมกัน ถ้าคณะวินัยธรเห็นสมควร จะสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดใดหรือหลายวัตถุต่างหาก และจะสั่งเช่นนี้ก่อนพิจารณาหรือในระหว่างพิจารณาก็ได้

        มาตรา ๗๓ พระวินัยธรรูปใด เกี่ยวข้องกับอธิกรณ์ที่ตนจะพึงพิจารณาวินิจฉัย โดยฐานเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ดี  โดยฐานเป็นพยานฝ่ายโจทก์หรือจำเลยก็ดี  โดยฐานที่มีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในอธิกรณ์นั้นก็ดี  ห้ามมิให้พระวินัยธรรูปนั้นเข้าร่วมการพิจารณาวินิจฉัยก็ได้

        มาตรา ๗๔ ในกรณีดังต่อไปนี้ พระวินัยธรจะขอถอนตัวออกจากการพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น

  1. เป็นพระอุปัชฌาย์หรือพระกรรมวาจาจารย์ของโจทก์หรือจำเลย
  2. เป็นสัทธิวิหาริกหรืออันเตวาสิกของโจทก์หรือจำเลย
  3. เป็นเจ้าอาวาสวัดที่โจทก์หรือจำเลยสำนักอยู่
  4. เป็นผู้สำนักอยู่ในวัดที่โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าอาวาส
  5. เป็นญาติของโจทก์หรือจำเลย

การถอนดังกล่าวนี้ ต้องกระทำก่อนการพิจารณาวินิจฉัย

        มาตรา ๗๕ ภายในบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๓ และ ๗๔ เมื่อคณะวินัยธรไม่สามารถนั่งพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นได้ ให้ประธานคณะวินัยธรสั่ง พระวินัยธร หรือคณะวินัยธรอื่นไปนั่งพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะอธิกรณ์นั้น

        มาตรา ๗๖ อธิกรณ์ย่อมเป็นอันวินิจฉัยโดยชอบ เมื่อคณะวินัยธรได้พิจารณาวินิจฉัยตามพระธรรมวินัยและบทบัญญัติแห่งประมวลนี้

 

ลักษณะ ๒

การไต่สวนมูลอธิกรณ์

        มาตรา ๗๗ เมื่อโจทก์ได้ยื่นฟ้องถูกต้องตามพระวินัยสังฆาณัติ หรือระเบียบแบบแผนแล้ว ให้คณะวินัยธรดำเนินการดังต่อไปนี้

        (๑) อธิกรณ์ที่บุคคลผู้เสียหายเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลอธิกรณ์ แต่ถ้าอธิกรณ์นั้นพระธรรมธรได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ให้จัดการตามอนุมาตรา ๒ แห่งมาตรานี้

        (๒) ในอธิกรณ์ที่พระธรรมธรเป็นโจทก์ ไม่จำต้องไต่สวนมูลอธิกรณ์ แต่ถ้าเห็นสมควร จะไต่สวนมูลอธิกรณ์ก็ได้

        มูลอธิกรณ์นั้น ดังนี้

  1. ได้เห็นเอง
  2. ได้ฟ้องเอง
  3. รังเกียจว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง

        (๓) ในกรณีที่มีการไต่สวนมูลอธิกรณ์ดังกล่าวแล้ว ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ ให้คณะวินัยธรรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป

        มาตรา ๗๘ อธิกรณ์อันต้องด้วยลักษณะควรรับฟ้องนั้นดังนี้

  1. ฟ้องด้วยศีลวิบัติ
  2. ฟ้องด้วยอาจารวิบัติ
  3. ฟ้องด้วยทิฐิวิบัติ
  4. ฟ้องด้วยอาชีววิบัติ

        มาตรา ๗๙ เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อคณะวินัยธร ขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้อง ก่อนมีคำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นต้น ถ้าคณะวินัยธรชั้นต้นเห็นสมควร จะอนุญาตหรือจะไต่สวนมูลอธิกรณ์ก่อนก็ได้ เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำนวนแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้อธิกรณ์ และคณะวินัยธรจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้

        เมื่อมีเหตุอันสมควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำแถลงแก้ฟ้องของตน  ก่อนมีคำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นต้น ถ้าคณะวินัยธรเห็นสมควร จะอนุญาตก็ได้ เมื่ออนุญาตแล้ว ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์

        มาตรา ๘๐ คำร้องขอแก้ฟ้องหรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้อธิกรณ์ ห้ามมิให้คณะวินัยธรอนุญาต แต่การแก้ฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องก็ดี การเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ก็ดี การทำเช่นนี้ในระหว่างการพิจารณาในคณะวินัยธรชั้นต้น มิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น

        มาตรา ๘๑ ในกรณีที่พระธรรมธรเป็นโจทก์ ในวันไตสวนมูลอธิกรณ์ ให้จำเลยมายังคณะวินัยธร เมื่อคณะวินัยธรเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้ว ให้ส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยเป็นรายตัวไป ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้คณะวินัยธรทำบันทึกไว้ และดำเนินการไต่สวนมูลอธิกรณ์ต่อไป

        จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลอธิกรณ์

        ในอธิกรณ์ซึ่งบุคคลเสียหายเป็นโจทก์ คณะวินัยธรมีอำนาจไต่สวนมูลอธิกรณ์ ลับหลังจำเลย ให้คณะวินัยธรส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยเป็นรายตัวไป กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้โจทก์จำเลยทราบ จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลอธิกรณ์หรือไม่มาก็ได้ ถ้ามา จะซักคัดค้านพยานโจทก์ก็ได้ ห้ามมิให้คณะวินัยธรถามคำให้การจำเลย และก่อนที่พระวินัยธรรับฟ้อง มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

        มาตรา ๘๒ ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้คณะวินัยธรสั่งยกฟ้องเสีย แต่ถ้าคณะวินัยธรเห็นว่ามีเหตุสมควร จะสั่งเลื่อนอธิกรณ์ไปก็ได้

        อธิกรณ์ที่คณะวินัยธรได้สั่งยกฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่คณะวินัยธรสั่งยกฟ้องนั้น โดยแสดงให้คณะวินัยธรเห็นว่ามีเหตุสมควร จึงมาไม่ได้ก็ให้คณะวินัยธรยกอธิกรณ์นั้นขึ้นไต่สวนมูลอธิกรณ์ใหม่

        ในอธิกรณ์ที่คณะวินัยธรยกฟ้องแล้ว จะฟ้องจำเลยในอธิกรณ์เรื่องเดียวกันนั้นไม่ได้ แต่ถ้าคณะวินัยธรยกฟ้องเช่นนี้ ในอธิกรณ์ซึ่งบุคคลเป็นโจทก์ ไม่ตัดอำนาจเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหารจะดำเนินอธิกรณ์นั้นอีก เว้นแต่อธิกรณ์นั้นจะได้ดำเนินการระงับกันในฝ่ายบริหารครั้งหนึ่งแล้ว หรือเป็นความผิดต่อส่วนตัว

        มาตรา ๘๓ ถ้าปรากฏว่าอธิกรณ์มีมูล ให้ส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยเป็นรายตัวไป ให้คณะวินัยธรรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป เฉพาะรายวัตถุที่มีมูล ถ้าอธิกรณ์ไม่มีมูลให้วินิจฉัยยกฟ้อง

        มาตรา ๘๔ เมื่อคณะวินัยธรรับฟ้องแล้ว ให้ส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยเป็นรายตัวไป ให้คณะวินัยธร เว้นแต่จำเลยจะได้รับสำเนาไว้ก่อนแล้ว

        มาตรา ๘๕ เมื่อคณะวินัยธรรับฟ้องแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมา ให้คณะวินัยธรออกหนังสื่อเรียกตัวจำเลยมาเพื่อพิจารณาต่อไป

        แต่ในอธิกรณ์ที่กล่าวหาถึงอันติมวัตถุ ให้ออกหนังสือเรียกมีกำหนดให้มาภายในสามสิบวัน เมื่อพ้นกำหนดนั้นแล้ว แม้จำเลยไม่มาแก้อธิกรณ์ ก็ให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป

        มาตรา ๘๖ คำสั่งของคณะวินัยธรที่ว่าอธิกรณ์มีมูล ย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าอธิกรณ์ไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาได้

        ถ้าโจทก์ร้องขอ คณะวินัยธรจะสั่งให้เจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร กักตัวจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์และฎีกาก็ได้

        มาตรา ๘๗ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ อันว่าด้วยการสอบสวนและการพิจารณา เว้นแต่มาตรา ๙๐ มาบังคับใช้ในการไต่สวนมูลอธิกรณ์โดยอนุโลม

 

การพิจารณา

        มาตรา ๘๘ การพิจารณาและการสืบพยานในคณะวินัยธร ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าโจทก์และจำเลย เว้นแต่จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

        เมื่อโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าคณะวินัยธรแล้ว และคณะวินัยธรเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง ให้สติแก่จำเลยเพื่อให้ระลึกถึงการกระทำของตนและถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การเพื่อเปลื้องตัวอย่างไรบ้าง  คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้คณะวินัยธรบันทึกไว้ และให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป

        มาตรา ๘๙ ก่อนนำพยานเข้าสืบ โจทก์มีอำนาจเปิดอธิกรณ์ เพื่อให้คณะวินัยธรทราบอธิกรณ์ของโจทก์ คือแถลงถึงลักษณะฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เสร็จแล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ

        เมื่อสืบพยานโจทก์แล้ว จำเลยมีอำนาจเปิดอธิกรณ์เพื่อให้คณะวินัยธรทราบอธิกรณ์ของจำเลย คือแถลงข้อเท็จจริง ข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ซึ่งตั้งใจอ้างอิง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำเข้าสืบ

        เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยมีอำนาจแถลงปิดอธิกรณ์ของตนด้วยปากหรือหนังสือ หรือทั้งสองอย่าง

        ในระหว่างการพิจารณา ถ้าคณะวินัยธรเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานหรือทำการอะไรอีก จะสั่งงดพยานหรือการนั้นๆเสียก็ได้

        มาตรา ๙๐ เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ถ้าคณะวินัยธรเห็นสมควร ย่อมมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนหรือบันทึกใดๆอันเกี่ยวกับอธิกรณ์นั้น จากเจ้าอาวาส เจ้าคณะฝ่ายบริหาร หรือพระธรรมธร มาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้

        มาตรา ๙๑ ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็ให้คณะวินัยธรวินิจฉัยได้ เว้นแต่อธิกรณ์อันกล่าวหากันถึงอันติมวัตถุ หรืออธิกรณ์อันมีโทษถึงต้องสึก  คณะวินัยธรต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

        มาตรา ๙๒ การไต่สวน การพิจารณา ของคณะวินัยธรต้องทำเป็นการลับ

        ในกรณีเช่นนี้ บุคคลเหล่านี้เท่านั้น มีสิทธิอยู่ในที่ไต่สวนพิจารณา คือ

  1. โจทก์และจำเลย
  2.  พยานเฉพาะผู้ที่กำลังให้การ
  3. ผู้ชำนาญการพิเศษที่คณะสงฆ์เชิญมาเพื่อการนั้น
  4. บุคคลที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง และได้รับอนุญาตจากคณะวินัยธรผู้ทำการนั้นแล้ว
  5. เจ้าหน้าที่ฝ่ายคณะสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรที่คณะวินัยธรเชิญมา

เพื่อรักษาความปลอดภัย แล้วแต่กรณี

        มาตรา ๙๓ ภายในบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ หรือแห่งสังฆาณัติอื่นคณะวินัยธรจะดำเนินการพิจารณาตลอดไปจนเสร็จโดยไม่เลื่อนก็ได้

        ถ้าพยานไม่มาหรือมีเหตุอันควรต้องเลื่อนการพิจารณา ก็ให้คณะวินัยธรเลื่อนการพิจารณาไปได้ตามที่เห็นสมควร

        มาตรา ๙๔ ในขณะกระทำการไต่สวน พิจารณา ให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นรักษาความสงบเรียบร้อย ถ้ามีผู้ใดก่อความไม่สงบเรียบร้อย ให้คณะวินัยธรสั่งให้ออกเสียจากที่นั้นโดยเป็นรายตัว แต่ห้ามมิให้สั่งให้จำเลยออกจากที่นั้น เว้นแต่จำเลยขัดขวางต่อการกระทำนั้น

        มาตรา ๙๕ ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๕๐ และ ๘๒ แห่งประมวลนี้ มาบังคับใช้ในการพิจารณาโดยอนุโลม

 

ลักษณะ ๔

คำวินิจฉัยและคำสั่ง

        มาตรา ๙๖ อธิกรณ์ที่อยู่ในระหว่างไต่สวนมูลอธิกรณ์หรือพิจารณา ถ้ามีคำร้องระหว่างพิจารณาขึ้นมา ให้คณะวินัยธรสั่งตามที่เห็นควร เมื่อการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้วินิจฉัยหรือสั่งตามรูปอธิกรณ์

        ให้อ่านคำวินิจฉัยหรือคำสั่งในคณะวินัยธรโดยเปิดเผย ในวันเสร็จการพิจารณาหรือภายในสามวันนับแต่วันที่เสร็จอธิกรณ์ ถ้ามีเหตุอันสมควร จะเลื่อนไปอ่านคำวินิจฉัยในวันอื่นก็ได้ แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้

        เมื่อคณะวินัยธรอ่านให้คู่อธิกรณ์ฟังแล้ว ให้คู่อธิกรณ์ลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มา จะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ เมื่อจำเลยไม่อยู่ คณะวินัยธรจะอ่านไม่ได้ จนกว่าจะได้ตัวจำเลยมา ถ้าจำเป็นจะออกหนังสือเรียกให้มาก็ได้ ถ้าไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันนัดอ่านนัดเเรก คณะวินัยธรจะอ่านลับหลังจำเลยก็ได้

        แต่ในอธิกรณ์ที่คณะวินัยธรมีอำนาจพิจารณาลับหลังจำเลย ตามความในบทบัญญัติมาตรา ๘๕ แห่งประมวลนี้ คณะวินัยธรมีอำนาจอ่านคำวินิจฉัยได้ทันที ในเมื่อการพิจารณาวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว

        มาตรา ๙๗ คำวินิจฉัย หรือคำสั่ง หรือความเห็นแย้ง ต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อพระวินัยธรผู้นั่งพิจารณา ความเห็นแย้งให้รวมเข้าสำนวนไว้ด้วย

        มาตรา ๙๘ ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำวินิจฉัย หรือคำสั่ง ให้หัวหน้าคณะวินัยธร ในคณะนั้นๆหรือพระวินัยธรเจ้าของสำนวนเป็นประธาน ถามพระวินัยธรที่นั่งร่วมพิจารณาทีละรูปให้ออกความเห็นทุกประเด็นที่จะวินิจฉัย ให้ประธานออกความเห็นสุดท้าย การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเอาเสียงข้างมาก ถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย จะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้พระวินัยธรรูปที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำนวนมาก ยอมเห็นด้วยกับพระวินัยธรรูปที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า แต่ทั้งนี้ต้องถือข้อเท็จจริงและพระวินัยเป็นหลัก

        มาตรา ๙๙ ถ้าคณะวินัยธรเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของฝ่ายจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี มีเหตุผลตามพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้คณะวินัยธรยกฟ้องโจทก์ ให้จำเลยพ้นข้อหาไป

        เมื่อคณะวินัยธรเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิด และไม่มีการยกเว้นโทษตามพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ให้คณะวินัยธรลงโทษแก่จำเลยตามความผิด

        แต่ถ้าอธิกรณ์ยังไม่ถึงที่สุด คณะวินัยธรจะสั่งกักหรืองดการกักจำเลยไว้ชั่วคราวก็ได้ ทั้งนี้ต้องมีเหตุผลสมควรจริง ๆ

        มาตรา ๑๐๐ คำวินิจฉัยหรือคำสั่ง ต้องมีข้อความสำคัญเหล่านี้

  1. ชื่อคณะวินัยธร
  2. วัน เดือน ปี
  3. อธิกรณ์ระหว่างผู้ใดโจทก์ ผู้ใดจำเลย
  4. เรื่องที่ยกขึ้นเป็นอธิกรณ์
  5. ข้อหาและคำให้การ
  6. ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความ
  7. เหตุผลในการวินิจฉัย ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและพระวินัย พระราชบัญญัติ

คณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ

  1. บทบัญญัติที่ยกขึ้นลงโทษ
  2. คำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือให้ลงโทษ
  3. คำวินิจฉัยของคณะวินัยธร ในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องเรียกพัสดุ

        มาตรา ๑๐๑ คำสั่งระหว่างพิจารณา อย่างน้อยต้องมี

  1. ชื่อคณะวินัยธร
  2. วัน เดือน ปี
  3. เหตุผลตามพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ
  4. คำสั่ง

        มาตรา ๑๐๒ คำวินิจฉัยหรือคำสั่ง มีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในคณะวินัยธรโดยเปิดเผยแล้วเป็นต้นไป

        มาตรา ๑๐๓ เมื่อจำเลยผู้ต้องคำวินิจฉัยให้ลงโทษ ขอสำเนาคำวินิจฉัยซึ่งรับรองว่าถูกต้อง ให้คณะวินัยธรให้สำเนาหนึ่งฉบับโดยไม่มีการประวิงใด ๆ

        มาตรา ๑๐๔ ห้ามมิให้แก้คำวินิจฉัยหรือคำสั่งที่ได้อ่านแล้ว นอกจากจะแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

        มาตรา ๑๐๕ เมื่อเกิดสงสัยในการบังคับตามคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง ถ้าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้อง ร้องขอต่อคณะวินัยธรผู้วินิจฉัยหรือสั่ง ให้คณะวินัยธรนั้นอธิบายให้แจ่มแจ้ง

        มาตรา ๑๐๖ ห้ามมิให้คณะวินัยธรวินิจฉัยหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

        ถ้าคณะวินัยธรเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในการพิจารณาต่างจากข้อเท็จจริงดังกล่าวในฟ้อง ให้คณะวินัยธรพิจารณาวินิจฉัยตามสมควรแก่รูปอธิกรณ์

        ถ้าคณะวินัยธรเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฎในทางพิจารณา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้คณะวินัยธรลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงนั้น

        ถ้าคณะวินัยธรเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้น โจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิด หรือบทมาตราผิด คณะวินัยธรมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้

        ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้น รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง คณะวินัยธรจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

        ในกรณีที่เป็นความผิดฐานละเมิดพระวินัย แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษหรือกล่าวไว้ในฟ้อง ถ้าพิจารณาได้ข้อเท็จจริง คณะวินัยธรมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามพระวินัยและสังฆาณัติที่บัญญัติโทษไว้อีกโสตหนึ่ง

        มาตรา ๑๐๗ ทัณฑกรรม อันคณะวินัยธรพึงลงแก่ผู้กระทำผิดตามควรแก่ความผิดนั้น ดังนี้

  1. ให้สึกและห้ามอุปสมบท
  2. ให้สึก
  3. ให้ปัพพาชนียกรรม หรือลงนิคหกรรมตามพระวินัย
  4. ให้กักบริเวณ โดยมีกำหนดเวลาไม่เกินเก้าสิบวัน
  5. ให้ทำงานภายในวัดโดยไม่เกินกว่ากำลังที่ผู้นั้นจะทำได้ แต่ต้องไม่เกินกว่าเหตุ

อันสมควร

  1. ให้ทำทัณฑ์บน หรือให้ขอขมาโทษตามพระวินัย
  2. ให้ทำคืนอาบัติ

        ในการลงทัณฑกรรมตามมาตรานี้ ถ้ายังไม่มีพระวินัยหรือสังฆาณัติบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้ใช้ดุลยพินิจอ้างอาณัติคณะสงฆ์ ข้อบังคับ หรือระเบียบแบบแผนอื่น หรือเทียบเคียงกฎหมาย หรือจารีตประเพณี และให้ระบุไว้โดยชัดเจน

วิทยาพระสังฆาธิการ ๑

ตำรากวีนิพนธ์

ตำรากวีนิพนธ์

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

สถิติผู้เยี่ยมชม

002059777
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
1027
1916
6653
8583
29350
39329
2059777

Forecast Today
1320

13.23%
22.27%
3.90%
3.41%
0.03%
57.15%
Online (15 minutes ago):44

Your IP:54.81.127.81

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 49 ท่าน ออนไลน์

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร

ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

โทร. ๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗ แฟกซ์.๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗

------------------------------------------------------

Copyright © 2012, Wat Molilokayaram. All Rights Reserved.