Get Adobe Flash player

ภาคที่ ๕

อุทธรณ์และฎีกา

-----------

ลักษณะ ๑

อุทธรณ์

        มาตรา ๑๐๘ อธิกรณ์ที่อุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้น ในข้อเท็จจริง ข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ให้อุทธรณ์ไปยังคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์

        อุทธรณ์ทุกฉบับต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อ ข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ

        มาตรา ๑๐๙ เฉพาะอุทธรณ์แต่ในปัญหาข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ต้องมีพระภิกษุนักธรรมชั้นเอกหรือพระเปรียญลงชื่อรับรองในข้ออุทธรณ์นั้น เว้นแต่อุทธรณ์ของพระธรรมธร

        มาตรา ๑๑๐ ถ้าอุทธรณ์แต่ในปัญหาข้อพระวินัย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อพระวินัยนั้น คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่คณะวินัยธรชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน

        มาตรา ๑๑๑ ข้อพระวินัย พระราชบัญญัติ หรือสังฆาณัติทั้งปวง อันคู่อธิกรณ์ยกขึ้นอ้างอิง ให้แสดงไว้โดยชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ แต่ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นกล่าวแล้วในคณะวินัยธรชั้นต้น

        ข้อพระวินัย พระราชบัญญัติ หรือสังฆาณัติ เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์เหล่านี้ ผู้อุทธรณ์หรือคณะวินัยธรยกขึ้นอ้างได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นกล่าวในคณะวินัยธรชั้นต้นก็ตาม

        มาตรา ๑๑๒ คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้อธิกรณ์เสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้น จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้นด้วย

        มาตรา ๑๑๓ การที่มีอุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งฉบับหนึ่งแล้ว หาเป็นการตัดสิทธิผู้อื่นซึ่งมีสิทธิอุทธรณ์จะอุทธรณ์ด้วยไม่

        มาตรา ๑๑๔ อุทธรณ์นั้นให้ยื่นต่อคณะวินัยธรชั้นต้น พร้อมด้วยสำเนาอีกสองฉบับภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันอ่านคำวินิจฉัยหรือคำสั่งให้จำเลยฟัง และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๙ และ ๑๔๐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

        มาตรา ๑๑๕ ผู้อุทธรณ์ที่ถูกกักตัวอยู่ ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าอาวาสวัดที่ผู้อุทธรณ์นั้นถูกกักตัวอยู่ เมื่อเจ้าอาวาสได้รับอุทธรณ์แล้วให้ออกใบรับให้แก่ผู้อื่น แล้วให้รีบส่งอุทธรณ์นั้นไปยังคณะวินัยธรชั้นต้น

        อุทธรณ์ฉบับใดที่ยื่นต่อเจ้าอาวาส ส่งไปถึงคณะวินัยธรในเมื่อพ้นกำหนดอายุอุทธรณ์แล้ว หากปรากฏว่าการส่งชักช้านั้น มิใช่เป็นความผิดของผู้ยื่นอุทธรณ์ ให้ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นภายในกำหนดอายุอุทธรณ์

        มาตรา ๑๑๖ ให้คณะวินัยธรชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันรับสำเนาอุทธรณ์

        มาตรา ๑๑๗ เมื่อคณะวินัยธรชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ หรือได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว หรือพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์แล้ว ให้รีบส่งสำนวนไปยังคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์

        มาตรา ๑๑๘ ผู้อุทธรณ์มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อคณะวินัยธรชั้นต้นก่อนส่งอุทธรณ์ไปยังคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ คณะวินัยธรชั้นต้นสั่งอนุญาตได้ เมื่อส่งอุทธรณ์ไปแล้ว ให้ยื่นต่อคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์หรือต่อคณะวินัยธรชั้นต้นเพื่อส่งไปยังคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์เพื่อสั่ง ทั้งนี้ ต้องก่อนอ่านคำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์

        เมื่อถอนอุทธรณ์ไปแล้ว ถ้าคู่อุทธรณ์อีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้น ย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์ จะเด็ดขาดต่อเมื่ออธิกรณ์ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ โดยไม่มีการแก้คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้น

 

ลักษณะ ๒

การพิจารณา คำวินิจฉัย และคำสั่ง ของคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์

        มาตรา ๑๑๙ ให้คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์พิจารณาโดยเปิดเผย เฉพาะแต่ในกรณีที่นัดหรืออนุญาตให้คู่อธิกรณ์มาพร้อมกัน หรือมีการสืบพยาน

        มาตรา ๑๒๐ เมื่อจะพิจารณาในคณะวินัยธรโดยเปิดเผย ให้คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ออกหนังสือนัดกำหนดวันพิจารณา ไปยังคู่อุทธรณ์ ให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าห้าวัน

        การฟังคำแถลงนั้น ห้ามมิให้กำหนดช้ากว่าสิบห้าวันนั้บแต่วันรับสำนวน ถ้ามีเหตุพิเศษจะช้ากว่านั้นก็ได้ แต่อย่าให้เกินสามสิบวัน เหตุที่ต้องช้า ให้คณะวินัยธรจดบันทึกรายงานไว้

        มาตรา ๑๒๑ คำร้องขอแถลงด้วยปากให้ติดมากับฟ้องอุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์

        คำแถลงเป็นหนังสือให้ยื่นก่อนวันที่คณะวินัยธรวินิจฉัย

        คำแถลงด้วยปากหรือด้วยหนังสือก็ตาม มิให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ ให้นับว่าเป็นแต่คำอธิบายข้ออุทธรณ์หรือแก้ข้ออุทธรณ์เท่านั้น

        คำแถลงเป็นหนังสือจะยื่นต่อคณะวินัยธรชั้นต้น หรือต่อคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ก็ได้

        มาตรา ๑๒๒ ระเบียบแถลงด้วยปาก มีดังนี้

             (๑) ถ้าคู่อธิกรณ์ฝ่ายใดขอแถลง ให้ฝ่ายนั้นแถลงก่อนแล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งแถลงแก้ เสร็จแล้วฝ่ายแถลงก่อนแถลงแก้ได้อีก

             (๒) ถ้าคู่อธิกรณ์ทั้งสองฝ่ายขอแถลง ให้ผู้อุทธรณ์แถลงก่อน แล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งแถลงแก้ เสร็จแล้วให้ผู้อุทธรณ์แถลงแก้ได้อีก

             (๓) ถ้าคู่อธิกรณ์ทั้งสองฝ่ายขอแถลง และเป็นผู้อุทธรณ์ทั้งคู่ ให้โจทก์แถลงก่อน แล้วให้จำเลยแถลงแก้ เสร็จแล้วให้โจทก์แถลงแก้ได้อีก

        มาตรา ๑๒๓ เมื่อมีอุทธรณ์คำวินิจฉัย คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์มีอำนาจสั่งให้คณะวินัยธรชั้นต้นออกหนังสือเรียกตัวจำเลยหรือสั่งให้กักตัวจำเลยไว้ หรือสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยซึ่งถูกกักอยู่ก่อนก็ได้

        มาตรา ๑๒๔ การพิจารณาอธิกรณ์ตามลักษณะนี้

             (๑) ถ้าคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์เห็นว่า ควรสืบพยานเพิ่มเติม ให้มีอำนาจเรียกพยานมาสืบเอง หรือสั่งคณะวินัยธรชั้นต้นสืบให้ เมื่อคณะวินัยธรชั้นต้นสืบพยานแล้ว ให้ส่งสำนวนมายังคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

             (๒) ถ้าคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็น เนื่องจากคณะวินัยธรชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนการพิจารณา ก็ให้วินิจฉัยสั่งให้คณะวินัยธรชั้นต้นทำการพิจารณา และวินิจฉัย หรือสั่งใหม่ตามรูปอธิกรณ์

        มาตรา ๑๒๕ ให้คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์วินิจฉัยโดยมิชักช้า และจะอ่านคำวินิจฉัยที่คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ หรือส่งไปให้คณะวินัยธรชั้นต้นอ่านก็ได้

        มาตรา ๑๒๖ เมื่อคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องอุทธรณ์มิได้ยื่นภายในกำหนด ให้วินิจฉัยยกฟ้องอุทธรณ์นั้นเสีย

        มาตรา ๑๒๗ เมื่อมีอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญ และคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาด้วย คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์จะวินิจฉัยโดยคำวินิจฉัยอันเดียวกันก็ได้

        มาตรา ๑๒๘ อธิกรณ์ที่จำเลยอุทธรณ์คำวินิจฉัยที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองเดียวกัน หรือเป็นโทษทางพระวินัย

        มาตรา ๑๒๙ ในอธิกรณ์ที่จำเลยผู้หนึ่งคัดค้านคำวินิจฉัย ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายรูปในความผิดฐานเดียวกัน หรือต่อเนื่องกัน ถ้าคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์กลับหรือแก้คำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นต้น ไม่ลงโทษ หรือลดโทษ หรือเพิ่มโทษทางพระวินัยแก่จำเลย คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ ให้มิต้องถูกรับโทษ หรือได้ลดโทษ หรือถูกเพิ่มโทษทางพระวินัย ดุจจำเลยผู้อุทธรณ์

        มาตรา ๑๓๐ นอกจากข้อความซึ่งกำหนดให้มีในคำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นต้นแล้ว คำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ ต้องปรากฏข้อความดังต่อไปนี้ด้วย

             (๑) ชื่อ ฉายา หรือชื่อสกุล ของผู้อุทธรณ์ แล้แต่กรณี

             (๒) ข้อความต้องมี ยื่น ยก แก้ หรือกลับคำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นต้น

        มาตรา ๑๓๑ นอกจากที่บัญญัติมาแล้วในลักษณะนี้ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ อันว่าด้วยการพิจารณาและว่าด้วยคำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้น มาบังคับใช้ในคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์โดยอนุโลม

 

ลักษณะ ๓

ฎีกา

--------------

หลักทั่วไป

        มาตรา ๑๓๒ อธิกรณ์ซึ่งได้อ่านคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์แล้ว และภายในบังคับแห่งมาตรา ๑๓๓ ถึง ๑๓๗ คู่อธิกรณ์มีอำนาจฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัย หรือคำสั่งนั้นภายในหกสิบวัน นับแต่วันอ่านคำวินิจฉัยให้จำเลยฟัง ฎีกานั้นให้ยื่นต่อคณะวินัยธรชั้นต้น และให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๑๖ และ ๑๑๗ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

        มาตรา ๑๓๓ ในอธิกรณ์ซึ่งมีข้อจำกัดว่า ให้คู่อธิกรณ์ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ข้อจำกัดนี้ให้บังคับแก่คู่อธิกรณ์และบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในอธิกรณ์ด้วย

        มาตรา ๑๓๔ ในอธิกรณ์ที่คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์วินิจฉัยยืนตามคณะวินัยธรชั้นต้นหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่อธิกรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

        มาตรา ๑๓๕ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในอธิกรณ์ซึ่งคณะวินัยธรชั้นต้น และคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์วินิจฉัยยกฟ้องของโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง

        มาตรา ๑๓๖ ในอธิกรณ์ซึ่งคณะวินัยธรชั้นต้นวินิจฉัยให้ลงโทษจำเลย

             (๑) ให้กักบริเวณ

             (๒) ให้ทำงานภายในวัด

             (๓) ให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษตามพระวินัย

             (๔) ให้ทำคืนอาบัติ

        แม้คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์วินิจฉัยแก้ไขมาก็ตาม ถ้าคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์บังคับลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่อธิกรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

        มาตรา ๑๓๗ ในอธิกรณ์ซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา ๑๓๔ ๑๓๕ และ ๑๓๖ แห่งประมวลนี้ ถ้าพระวินัยธรรูปใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำวินิจฉัยหรือทำความเห็นแย้งในคณะวินัยธรชั้นต้นหรือในคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ พิเคราะห์ว่าข้อความที่วินิจฉัยนั้นเป็นปัญหาสำคัญ อันควรขึ้นสู่คณะวินัยธรชั้นสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรือเจ้าคณะจังหวัดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่คณะวินัยธรชั้นสูงสุดจะวินิยฉัยได้ ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

        มาตรา ๑๓๘ ถ้าอธิกรณ์มีปัญหาแต่เฉพาะข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัติ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อพระวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือสังฆาณัตินั้น คณะวินัยธรชั้นฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่คณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน

        มาตรา ๑๓๙ ให้เป็นหน้าที่ของคณะวินัยธรชั้นต้น ตรวจฎีกาว่า ควรจะรับฎีกาส่งขึ้นไปยังคณะวินัยธรชั้นฎีกหรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับ ให้จดบันทึกเหตุผลไว้ในคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้นโดยชัดเจน

        มาตรา ๑๔๐ เมื่อคณะวินัยธรชั้นต้นไม่ยอมรับฎีกา คู่อธิกรณ์ย่อมฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้นนั้นต่อคณะวินัยธรชั้นฎีกาได้ คำร้องเช่นนี้ให้ยื่นต่อคณะวินัยธรชั้นต้น ภายในสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่ง แล้วให้คณะวินัยธรชั้นต้นนั้นรีบส่งคำร้องมายังคณะวินัยธรชั้นฎีกา พร้อมด้วยฎีกาและคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะวินัยธรชั้นต้น และคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์

        เมื่อคณะวินัยธรชั้นฎีกา พิจารณาเห็นสมควรตรวจสำนวนเพื่อสั่งคำร้องเรื่องนั้น ก็ให้สั่งให้คณะวินัยธรชั้นต้นส่งมาให้

 

ลักษณะ ๔

การพิจารณา คำวินิจฉัย และคำสั่ง ของคณะวินัยธรชั้นฎีกา

        มาตรา ๑๔๑ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลนี้ อันว่าด้วยการพิจารณา คำวินิจฉัย และคำสั่ง ของคณะวินัยธรชั้นอุทธรณ์ มาบังคับใช้ในคณะวินัยธรชั้นฎีกาโดยอนุโลม แต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง

        มาตรา ๑๔๒ คำวินิจฉัยของคณะวินัยธรชั้นฎีกา เป็นอันถึงที่สุด จะคัดค้านมิได้

วิทยาพระสังฆาธิการ ๑

ตำรากวีนิพนธ์

ตำรากวีนิพนธ์

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

สถิติผู้เยี่ยมชม

002059809
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
1056
1916
6685
8583
29382
39329
2059809

Forecast Today
1320

13.23%
22.27%
3.90%
3.41%
0.03%
57.16%
Online (15 minutes ago):50

Your IP:54.81.127.81

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 50 ท่าน ออนไลน์

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร

ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

โทร. ๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗ แฟกซ์.๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗

------------------------------------------------------

Copyright © 2012, Wat Molilokayaram. All Rights Reserved.